ภูกระดึง ทริปแห่งความทรงจำ (วันที่ 2)
“…แสงตะวันเพิ่งจาโผล่พ้นขอบฟ้า มีเวลาให้คนเราอีกมากมาย พาชีวิตก้าวไปสู่ยังจุดหมาย ถึงเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายก็น่าลอง….”
ไม่ได้มาปลุกใจอะไรกันหรอกค่ะ แต่เป็นเสียงโทรศัพท์ตั้งปลุกไว้ บอกว่า 6 โมงแล้ว
เช้านี้เป็นวันที่ 2 ของบนภู วันนี้แหละ ที่เราจาต้องเดินลุยเพื่อสำรวจและท่องเที่ยวตามจุดต่างๆ บนภู (ลืมไปค่ะ จิงๆ แล้วเค้าต้องตื่นกันตี 4-ตี 5 เพื่อเดินไปดูพระอาทิตย์ขึ้น แต่บังเอิญตอนกลางคืนนอนฟังเสียงฝนตกทั้งคืน เลยคิดว่าคงจาไม่เห็นแน่ พระอาทิตย์) เลยวางแผนกันว่า จาเดินไปตามสายน้ำตก และ ไปยังผาหล่มสัก จุดมุ่งหมายคืออย่างนั้น ไม่ได้คำนวนกันหรอกค่ะว่า จาเดินระยะทางกันเท่าไหร่
ทุกคนตื่นล้างหน้าแปรงฟัน (ขอบอกว่าไม่มีใครอาบน้ำค่ะ) เปลี่ยนเสื้อผ้า เตรียมตัวพร้อมลุย วันนี้เราคงต้องใส่ถุงกันทากกันแล้วหล่ะ เพราะเมื่อวานตอนเย็นพวกเราโดนทากเกาะกันระนาว เลยใส่ดีก่า และก็สิ่งที่ขาดไม่ได้ คือน้ำมันมวย ยาหม่อง ยาเหลือง นี่ไม่ใช่เอามานวด มาดมกันหรอกนะค่ะ เอามากันทากอะ ชะงัดดีนักแล ทากชักดิ้นชักงอ (ดูซาดิส ซาดิสเนอะ) แต่มันได้ผลจิงๆ
ก่อนจากเดินไปกินข้าวเช้าเพื่อเติมพลัง ก็ขอแชะภาพกันสักหน่อย เพราะทุกคนยังแจ่มๆ กันอยู่ 5 5 5 ปากแดงแก้มแดงกันอยู่ (เพราะหลังจากนี้ มันก็อุบาทว์แว้ววว 555)
ช่วงเดินลัดเลาะไปตามทางที่ทำการ เป็นเวลา อีก 1 นาที 8 นาฬิกา เห็นพี่ๆ เจ้านาที่เค้ายืนเรียงแถวหน้ากระดานกันอยู่ ด้วยหัวจัยแห่งความรักชาติครับพี่น้อง เลยไปยืนต่อแถวพี่เค้า เพื่อยืนเคารพธงชาติด้วย (5 5 5 จิงๆ แล้วไม่รู้หรอกว่าเค้าจามายืนอะ เลยเสือสวมลอย ซะเลย)
เรียงแถวหน้ากระดานเคารพธงชาติ
เติมพลังกันเรียบร้อย ก็เตรียมตัวออกเดินเท้ากัน เราเดินย้อนกลับมายังบ้านพัก (ลืมบอกไปค่ะว่า เราพักอยู่บ้านกุหลาบขาว บ้านที่เค้าร่ำลือกันเรื่องชวนขนหัวลุกกกก ที่พักที่นี้ไม่ใช่ว่าไม่กลัวนะ แต่ไม่รู้อะดิ ว่ามีเรื่องเล่า มารู้ตอนลงมาข้างล่างแล้ว เดี๋ยวจาเล่าให้ฟังตอนหลัง ตอนนี้เราต้องออกเดินก่อน เดี๋ยวจาไม่ทันผู้ชาย เห็นเดินกันไปฮึมๆๆ 5 5 5 อะล้อเล่นนน)
ที่แรกที่แวะ องค์พระพุทธรูป ชื่อพระพุทธเมตตา ไหว้พระขอพรกันให้เดินทางโดยปลอดภัย
อากาศตอนเช้ากำลังดี ไม่หนาว ไม่ร้อน เดินกันอย่างสบายๆ (จิงๆ ก็ทั้งวันแหละค่ะ พอเดินร้อน อยู่ดี ฝนก็พรำลงมาซะงั้น) จากตรงองค์พระมี 2 ทางแยก ทางแยกนึงไป น้ำตกถ้ำใหญ่และผาหล่มสัก ถ้าเราไปทางนี้ เราก็จาได้เที่ยวแค่น้ำตกเดียว และก็ไปผาหล่มสักเลย แต่ไหนๆ ก็ดั่นดนมาถึงนี้แล้ว ก็อย่าให้เสียเที่ยวดีก่าเนอะ ก็ไปอีกทางดีก่า ทางนี้จาไปเจอน้ำตกเพ็ญพบใหม่ น้ำตกโผนพบ น้ำตกเพ็ญพบ น้ำตกถ้ำใหญ่ น้ำตกธารสวรรค์ (เดินกันให้เมื่อยกันไปข้างนึงเลยเอ้า) แต่ระยะทางในการเดินเลาะน้ำตกนี่อากาศเย็นสบายจิงๆ เลยค่ะ คุ้มจิงๆ ที่เดินอ้อมมาดู
น้ำตกเพ็ญพบใหม่ ล้างเท้ากันอยู่ค่ะ เนื่องจากเจอทากกันมาระหว่างทาง)
อันนี้ถ้าจำไม่ผิดน่าจาเป็น น้ำตกโผนพบ (เพราะตอนถ่ายนะ พวกเราเดินไปกันไกลแล้วเหลือแต่ช่างภาพเก็บภาพอยู่คนเดียวอะ)
อันนี้จำไม่ได้อะ
เจอมอสมาเล่นคอนเสิร์ตตามรายทางลัดเลาะน้ำตกเต็มไปหมดเลย เลยขอแชะภาพเป็นที่ระลึกสักกะหน่อย
เห็นสะพานไม่้สวยดี เลยขอหน่อย (แต่ทากยังเยอะตามซี่ไม้) ใกล้ถึงน้ำตกถ้ำใหญ่แล้ว
นี่ถึงแว้วว น้ำตกถ้ำใหญ่ สวยงามจิงๆ (หน้าฝนน้ำเลยเยอะหน่อย)
จากน้ำตกถ้ำใหญ่เดินออกมา ก็มีป้ายบอกทางไปผาหล่มสัก 8,600 เมตร และอีกทางไปที่พัก 1,500 เมตร (แหมเหมือนเป็นทางเลือกไปนรกสวรรค์เลยเนอะ ว่าอยากชมวิวสวยๆ ก็เดินไกลหน่อย แต่ถ้าขี้เกียจก็กลับที่พัก แค่นิดเดียวเอง) แต่พวกเรามีเรอะจายอมเดินกลับที่พัก.. ถ้ามาภูกระดึงแล้วไม่ไปถ่ายรูปที่ผาหล่มสัก ก็มาไม่ถึงภูกระดึงสิเนอะ พวกเราจึงเบนขวาออกเดินทางเส้นทางผาหล่มสักกันต่อ ก่อนถึงผาหล่มสัก เราเดินมาทางสระอโนดาด ช่วงน้ำเต็มสระ น้องๆ ที่เคยมาหน้าอื่นบอกว่า สามารถเดินลงไปก้นสระได้เลย มาหน้านี้ก็เลยได้เห็นน้ำตามชื่อสถานที่ซะเลย
แทนที่จาถ่ายรูปสระอโนดาด 5 5 5 ถ่ายรูปพวกเราดีก่า สวยกว่าสระอีก (จิงหรอฟ่ะ555)
ช่วงทางเดินจากสระอโนดาดไปทางเดินจาเป็นเหมือนช่องเขาผ่านลำธาร ให้ความรู้สึกดีจิงๆ ค่ะ แต่ช่วงนี้ เริ่มหิวแล้วอะ เพราะว่าเป็นเวลา เที่งก่าๆ แล้ว ใช้พลังงานไปเยอะ พวกเราเตรียมขนมกับม่าม่า มาอยู่นะค่ะ แต่ปัญหาของเราคือ น้ำหมด (แง แง แง) แล้วมีความรู้สึกว่า ไมมันไม่เจอร้านค้าบางเลย มีน้องในกลุ่มอยู่คนให้กำลังจัยว่า “เดี่ยวมันจาถึงร้านค้าก่อนถึงผาหล่มสัก” พวกเราก็มีความหวังสิก๊าบบบ เพราะว่าหิวอะ ของกินที่ถือมาก็อยากกิน แต่ก็กัวหิวน้ำกัน จำได้ว่าเดินเลยน้ำตกถ้ำสอใต้มา สัก 500 เมตร ไอ้น้องคนเดิมบอก เนี่ยใกล้จาถึงร้านค้าแล้ว พวกเราก็ดีจัยดิ เลยหยิบขนมขึ้นมากินกันคนละถุง 2 ถุง เอร็ดอร่อย เดินไปกินไป ท่ามกลางแสงแดด เปรี้ยงๆ (แต่ไม่ร้อนแฮะ) เพราะมีลมพัดอยู่ตลอดเวลา กินกันจนหมด เดินกันมาจนไกล เอ๊ะงัยไม่เห็นร้านค้าสักทีฟ่ะ หิวน้ำอะ ไอ้น้องคนเดิมมันก็ยังบอกอีกว่า จำได้น่ะว่ามันมีร่้านค้าก่อนถึงจิงๆ “จำผิดป่าวว่ะ” เสียงน้องในกลุ่มเอ่ยแบบขำๆ “หรือว่าเค้าทุบทิ้งแล้วอ่ะ ตะกี้เห็นเศษปูนตามทาง” (นั่น มันว่าเข้าไปนั่น) จิงๆ แล้วเค้าไม่ได้ทุบทิ้งหรอกค่ะ แต่ไอ้น้องเนี่ยมันดันจำผิดทาง 555 ซะงั้น เพื่อนๆ เลย หัวเราะกัน เพราะทำอะไรไม่ได้ นอกจากต้องเดินให้ถึงผาหล่มสัก นึกในจัยถ้าถึงน่ะ จาขอโดนเป็ปซี่สักปืดใหญ่ๆ ให้หายคอแห้งเลย
ผ่านทุ่งหญ้าผ่านป่าทึบ เห็นเสาไฟใกล้ ๆ แต่ไม่ใช่อะ เปนสถานีของบนภู อะไม่เปนไร เดินต่อไป เห็นไกล เหมือนซุ่มๆ หลังคา โอ้พระเจ้า ถึงแว้วววววว ไม่ได้ดีจัยที่ถึงผาหล่มสัก แต่ดีจัยที่เจอร้านค้าาาาา วู้
ถึงแว้ววว ผาหล่มสัก สิ่งแรกที่ทำ คือสั่งเป็ปซี่ขวดใหญ่ก่อนเลย เอาให้สะ..จัย
ถึงผาหล่มสักเปนเวลา บ่าย 2 โมง สั่งอาหารกินกันเติมพลังกันก่อน ก่อนที่จาไปเก็กสวย เก็กหล่อ(มีอยู่คนเดียว) ถ่ายรูปกันที่ผา เออ ลืมบอกไปค่ะ ว่าร้านข้าวข้างบนนี่ทำกับข้าวอร่อยๆ ทั้งนั่นเลยนะ (หรือว่าเราหิวว่ะ) และไม่รู้เปนงัย มาถึงภูกระดึง แต่กินข้าวผัดกระเพราะหมูกรอบทุกมื้อเลย แต่ที่ผาหล่มสักนี่ ได้สั่งส้มตำโคราชมากินด้วย อร่อยมากเลยค่ะ เปนตาแซบบบ ที่นี่มีร้านกาแฟอยู่ร้านนึงเก๋เชียว ได้มานั่งกินตอนถ่ายรูปที่ผาเสร็จจาเดินกลับแล้ว แค่ฝนดันตก เจ้าของร้านตะโกนบอกให้เข้ามาหลบฝนในร้านกันก่อน พวกเราเลยเข้ามาหลบ พี่เค้ามีสมุดโน๊ตให้เขียนความในใจกันด้วยค่ะ น่ารักดี ไหนๆ คงต้องหลบฝนสักพัก เลยสั่งชา กาแฟ มากินกันคนละแก้ว แล้วก็เขียนบันทึกลงไปด้วย ว่าเราได้มาถึงภูและได้มานั่งกินกาแฟริมผาหล่มสัก ท่ามกลางเสียงฝน แถมทากดูดเลือดอีกด้วย อิ อิ
ผาหล่มสัก วิวสวยมากเลย มองลงไปจาเปนจังหวัดขอนแก่น (เค้าบอกมา)
ท่าอะไรกันก็ไม่รู้มั่วตั้วเลย แต่ลงตัวดี
ขากลับฝนตกบ้างหยุดบ้าง อากาศเปนอย่างงี้ตลอดทางเลยค่ะ
พอฝนซา ก็เลยออกเดินทางลัดเลาะตามผาต่างๆ แวะถ่ายรูปตามผามาเรื่อยๆ บรรยากาศดีจิงๆ ค่ะ เหมือนเดินอยู่หมอกเมฆตลอดเส้นทาง ตามเส้นทางก็จาถึงผาแดงก่อน จาผาหล่มสักมาถึงผาแดงนี่ เปนระยะทาง 2.5 กม. จากผาแดงถึงผาเหยียบเมฆ 1.5 กม. เราถึงผาเหยียบเมฆนี่ประมาณ 5 โมงเย็นแล้ว บรรยากาศเหมือนเวลาหกโมงจาทุ่มนึงเลยค่ะ พอจากผาเหยียบเมฆนี่พวกเราก็ออกเดินเพื่อจากลับที่พักกันแล้ว คือไม่แวะถ่ายรูปที่ผานาน้อย ผาจำศีล แล้ว เพราะว่ามันเริ่มจามืดแล้วอ่ะ คือตลอดเส้นทางขากลับที่พวกเรา เดินกันนี่ มีแต่พวกเราค่ะ 8 ชีวิต ฉะนั่นก็เลยหวั่น ความมืดกันนิดส์นึง อีกอย่างไฟฉายก็มีอยู่อันเดียว แถมผู้ชายก็ดันมีมาคนเดียวอีก เดินกันไปก้พยายามที่จามองหาเพื่อนร่วมทาง ไม่มีแม้แต่เงาอะ มีแต่เรา 8 คนจิงๆ พอเจอป้าย ก็จาดูตลอดว่าอีกกี่โลจาถึงที่พัก จำได้ว่าพอเห็นแสงไฟแดง ไกลๆ รู้สึกดีจัยมากเลย ที่จาถึงที่พัก แต่เหมือนสวรรค์แกล้งอะ ไมไอ้สิ่งที่เห็นนี่ มันไม่ถึงสักทีหว่า ยิ่งเดินไมยิ่งไกล ไม่ไม่ถึงสักที บอกตรงๆ ว่ากลัวอยู่เหมือนกัน เพราะมันมองไม่เห็นทาง ไฟฉายที่มีอยู่อันเดียวก็ต้องให้คนนำหน้าถือจาได้ไว้ดูทาง เพราะตลอดทางจามีทางขี้เหลน ตลอด เวลานั้น ไม่ได้สนจัยแล้วหล่ะค่ะ ว่าทากมันจาเกาะเราหรือป่าว อารมณ์นั่นคืออยากถึงที่พักแว้ววว มันน่ากลัวววว ……เจอแสงสว่างแล้ววว เย้ ถึงแว้วว ถึงที่พักสักที รู้สึกโล่งจัยอย่างบอกไม่ถูก พอถึงบ้านพัก พวกเราก็รีบจัดแจงกับตัวเอง เพราะตอนนั้นเป็นเวลา 2 ทุ่ม ก่า น้องๆ บางคนก็แบ่งเดินไปซื้อข้าวมากินที่บ้าน อีกกลุ่มก็รีบอาบน้ำอาบท่ากัน เพราะมีเวลาแค่ไม่ถึง 2 ชั่วโมงที่จาได้ใช้ไฟ (ก็เค้าปิดไฟตอน 4 ทุ่มอะ)…
วันนี้ขอบอกว่าปวดขามากเลยค่ะ เดินเป็นเป็ดเลย พอนั่งทีก็โอย ลุกทีก็โอยยย จานอนยังโอยเลยอะ วันนี้ลองนับคร่าวๆ ระยาทางในการเดิน เป็นระยะทาง ทั้งหมด 22 กิโลก่าๆๆ อะ ปวดดดดด ขาาาา ไปหมดแว้ววว เลยกินพาราเข้าไป 2 เม็ด แล้วนอน หวังจัยว่าตื่นเช้ามามันจาบรรเท่าปวดได้ ไม่งั้นพรุ้งนี้ขาลง ชะรอยจาลำบาก
“…แสงตะวันเพิ่งจาโผล่พ้นขอบฟ้า มีเวลาให้คนเราอีกมากมาย พาชีวิตก้าวไปสู่ยังจุดหมาย ถึงเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายก็น่าลอง….” ….เหมือนเดิมค่่ะ เป็นเสียงปลุกจากโทรศัพท์เหมือนเดิม แต่วันนี้ปลุกเร็วกว่าเมื่อวาน 5.30 น. เพราะต้องจัดแจงเก็บข้าวของกันเพื่อเตรียมตัวกลับกัน อีกอย่างวันนี้วันอาทิตย์คงต้องมีคนไปรอชั่งกิโลจ้างลูกหาบกันเยอะแน่ เลยเอาของไปชั่งก่อน พอได้ชื่อลูกหาบแล้ว พวกเราเลยไปกินข้าวเช้ากัน กินข้าวเสร็จ ก็เตรียมตัวเดินลง ขอบอกค่ะว่าวันนี้ทรมานมาก เพราะขามันปวดมาก แต่จาทำให้มันหายปวดได้คือต้องเดินไม่หยุด คืออย่าอยู่นิ่ง ถ้าหยุดเมื่อไหร่ มันเหมือนต้องสตาร์ทตัวเองใหม่ทุกครั้งเลย พวกเราออกเดินทางจากที่ทำการกันเวลา ประมาณ 9 โมง นะ ถ้าจำไม่ผิด วันนี้ฝนไม่ตกแหะ แต่ก้เดินสบายๆ น่ะ ไม่ถึงกับร้อนมาก จิงๆ ก่อนที่จาเดินมาหลังแปก็อยากจาถ่ายที่ป้ายผู้พิชิตภูกระดึงตรงที่สนามนะ แต่ว่ากลัวทากอะ เลยขอไปถ่ายที่หลังแปดีก่า
ภาพนี้ถ่ายกันครบทีมก๊าบ เพราะใช้ขาตั้งกล้อง
อยากลองดูกะเค้าบ้าง เผื่อจาได้แฟนเป็นลูกหาบ 5 5 5
ขาลง ลงคนละทางกับที่ขึ้นมาค่ะ เพราะเค้าบอกเส้นทางนั้นปิดเพราะฝนตกหนัก หินถล่ม (ไม่แน่จัยอะ แต่ได้ยินคนที่ลงมาด้วยเค้าบอกงั้นนะ)
ตอนลงยากกว่าตอนขึ้นอีกค่ะ เพราะทางเป็นขี้โคลนและลื่นมาก เนื่องจากฝนตกทุกวันดินมันเลยฉ่ำน้ำไปหน่อย ต้องเกร็งหน้าขากันตลอดเวลา น้องๆ บางคนก็ลื่นกันไม่รู้กี่รอบ (โดยเฉพาะไอ้คนเสื้อชมพูเนี่ยแหละ555) แต่ไม่ว่าทางเดินจายากลำบากแค่ไหน พวกเราก็ บ่ หยั่น บากบั่นกันลงมาจนถึงข้างล่าง (5 5 5 ก็ต้องงั้นสิเนอะ ถ้าเราไม่ลงมาเอง ใครจามาอุ้มเราลงฟ่ะ) ถึงข้างล่าง บ่ายโมงพอดีค่ะ ได้เหงื่อโทรมกายกันถ้วนหน้า เลยต้องอาบน้ำกันสักหน่อย ก่อนที่จาเดินเป็นเป็ดไปซื้อของฝากกันก่อนกลับกรุงเทพ
ถึงข้างล่างแว้ววว (ซะทีเกือบแย่) แต่ละคนได้แผลกันไปนละนิดละหน่อย พอเปนของฝาก
ขากลับพวกเราตีรถยาว ไม่ได้แวะไหนกันเลย นอกจากปั๊ม แวะขี่แวะเยี่วกัน (อูยส์ไม่สุภาพเลยเรา) แวะดื่มน้ำ ปัสสาวะอะค่ะ 5 5 5 และก็ซื้อขนมลองท้องกันนิดหน่อย เพราะจุดมุ่งหมายคือแวะกินสเต็กครูต้อ เป็นมื้อหนักกันเลย กว่าจาถึงครูต้อ ก็เล่นเอาท้องร้องกันระงงมไปเลยยย เพราะช่วงด่านขุนทดเราต้องอ้อมรถมาเข้าทางโคราช เพราะเค้ากักด่านไม่ให้เข้า สอบถามได้จัยความว่า เขื่อนแตกน้ำท่วมถนน สูง 1 เมตร รถไม่สามารถผ่านได้เลยต้องอ้อมไปอีก
ถึงครูต้อก็น่าจาประมาณ เกือบ 3 ทุ่มนะ ถ้าจำไม่ผิด แต่ก็ไม่ผิดหวังค่ะ อร่อยสมกับหิ้วท้องรอ กินเสร็จ ก้เดินเป็นเป็ด ไปหาซื้อของฝากกันก่อนขึ้นรถแล้วยิงยาวกลับกรุงเทพกันเลยยยย…..
จบแล้วนะค่ะสำหรับทริปนี้ ขอบคุณนะค่ะ ที่อุตสาห์อ่านกันจนจบ ถ้าคราวหน้าทริปต่อไป จาไปไหนกันอีก แล้วจามาบอกเล่าเก้าสิบกันให้ฟังอีกนะค่ะ บาย บาย ค่ะ






